ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าก่อนตัดสินใจซื้อหรือทำอะไรบางอย่าง กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ของธุรกิจมักเริ่มต้นค้นหาข้อมูลผ่าน Google และยิ่งในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น การเข้าถึงข้อมูลก็ยิ่งง่ายและรวดเร็วกว่าเดิม โดยเฉพาะฟีเจอร์อย่าง AI Overviews ที่ช่วยสรุปคำตอบให้ผู้ค้นหาเห็นทันที 

อีกหนึ่งความจริงที่เจ้าของธุรกิจควรรู้คือ คนส่วนใหญ่มักคลิกเข้าเว็บไซต์ที่อยู่หน้าแรก Google ดังนั้น หากเว็บไม่ติดอันดับ เท่ากับกำลังปล่อยโอกาสทางธุรกิจให้หลุดไปอยู่กับคู่แข่ง หรือจำเป็นต้องแบกรับค่าโฆษณาที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บทความนี้ทีม SEO ของแองก้าตั้งใจเขียนขึ้นเพื่อปูพื้นฐานการทำ SEO ตั้งแต่เริ่มต้น ให้คุณนำไปต่อยอดทำเอง หรือใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนจ้างบริษัทรับทำ SEO ได้อย่างมั่นใจในอนาคตครับ

คุณธีรวัชร เกียรติธีราภิวัฒน์ - SEO Specialist ผู้เชี่ยวชาญด้านการรับทำ SEO ของ ANGA (แองก้า) ได้แชร์ว่า

“จากประสบการณ์ที่ผมให้คำปรึกษามาหลายธุรกิจ การมีความเข้าใจในแก่นของ SEO เป็นเรื่องสำคัญมาก หากเจ้าของธุรกิจหรือทีมการตลาดไม่มีพื้นฐานเลย จะยากมากที่จะประเมินได้ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นประสบความสำเร็จจริงหรือไม่ หลายครั้งอาจถูกหลอกด้วยตัวเลข Traffic ที่ดูดีแต่ไม่มีคุณภาพ หรือเผลอใช้วิธีทำ SEO ที่ไม่ถูกต้องซึ่งส่งผลเสียต่อแบรนด์ในระยะยาว การเข้าใจหลักการทำงานของ SEO จะช่วยให้คุณคุยงานกับทีมได้ตรงประเด็น ตั้ง KPI ได้เหมาะสม และมองเห็นทิศทางการเติบโตของธุรกิจบนโลกออนไลน์ได้ชัดเจนมากขึ้นครับ”

SEO คืออะไร

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization คือ กระบวนการปรับปรุงเว็บไซต์ทั้งในส่วนของเนื้อหาและโครงสร้างระบบหลังบ้าน เพื่อให้ Google เข้ามาเก็บข้อมูลและทำความเข้าใจภาพรวมเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น เพื่อประเมินว่าเว็บไซต์ของเรามีคุณภาพและเหมาะสมที่จะนำไปแสดงผลในอันดับต้นๆ เมื่อมีผู้ค้นหาด้วยคำที่เกี่ยวข้องหรือไม่

หลักการทำงานของ SEO กับ Google สรุปให้เข้าใจง่ายก็คือ 

  • ความเกี่ยวข้องของเนื้อหา (Content Relevance) เนื้อหาบนเว็บไซต์ต้องตรงกับคำค้นหาและตอบโจทย์สิ่งที่ผู้ใช้งานกำลังต้องการจริง
  • ความชัดเจนของโครงสร้างเว็บไซต์ (Site Structure) โครงสร้างเว็บไซต์ต้องเป็นระเบียบ Google สามารถเข้ามาเก็บข้อมูลและทำความเข้าใจเนื้อหาได้ง่าย
  • ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน (User Experience) เว็บไซต์ต้องโหลดเร็ว ใช้งานง่าย และรองรับการใช้งานบนมือถือ

เมื่อเว็บไซต์มีข้อมูลที่ตรงกับความต้องการของผู้ค้นหา จัดโครงสร้างได้ดี และมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งาน Google ก็จะมองว่าเว็บนั้นมีคุณภาพและมีโอกาสถูกจัดอันดับให้แสดงผลในตำแหน่งที่ดีมากขึ้นครับ

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของการทำ SEO ที่แท้จริงไม่ใช่แค่การติดอันดับ 1 เท่านั้น แต่ต้องสร้าง Organic Traffic ที่มีคุณภาพ และต่อยอดไปสู่ Conversion ได้จริง หากเว็บไซต์ติดหน้าแรกแต่ไม่สามารถสร้างลูกค้าหรือยอดขายได้เลย สำหรับผมถือว่านั่นยังไม่ใช่ความสำเร็จของการทำ SEO ครับ

SEO เหมาะกับธุรกิจประเภทไหนบ้าง

ผมมองว่าแทบทุกธุรกิจควรให้ความสำคัญกับ SEO เพียงแต่แนวทางและกลยุทธ์จะต่างกันไปตามลักษณะของธุรกิจและพฤติกรรมการค้นหาของลูกค้า ดังนี้

  • ธุรกิจ B2B และธุรกิจบริการ: กลุ่มนี้ลูกค้ามักใช้เวลาศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ ต้องการความน่าเชื่อถือสูง และมักค้นหาวิธีแก้ปัญหาเฉพาะทาง การที่เว็บไซต์ติดหน้าแรกช่วยสร้างความมั่นใจและภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพได้ชัดเจนมาก
  • ธุรกิจ E-commerce (ขายสินค้า): SEO ช่วยดึงลูกค้าที่มีความต้องการซื้ออยู่แล้วให้เข้ามาเจอสินค้าของเราโดยตรง โดยเฉพาะคำค้นหาที่เจาะจงรุ่น ราคา รีวิว หรือการเปรียบเทียบสินค้า ซึ่งมีโอกาสปิดการขายสูง
  • Local Business (ธุรกิจที่มีหน้าร้าน / ร้านอาหาร / คลินิก): สำคัญมากสำหรับการเข้าถึงลูกค้าในพื้นที่ โดยเฉพาะการค้นหาที่มีคำว่า “ใกล้ฉัน” หรือระบุชื่อย่านและจังหวัด การทำ SEO จะช่วยให้ธุรกิจถูกพบในช่วงเวลาที่ลูกค้าพร้อมเดินทางหรือใช้บริการในทันที

ยกตัวอย่างการทำ SEO ให้เห็นภาพชัดขึ้น

ธุรกิจหนึ่งที่ไม่ทำ SEO จะพึ่งพาแต่โฆษณาเป็นหลัก วันไหนหยุดยิงแอดหรือค่าโฆษณาสูงขึ้น ทราฟฟิกและลูกค้าจะหายไปทันที ในขณะที่ธุรกิจที่ทำ SEO ควบคู่ไปด้วย แม้ลดงบโฆษณา ก็ยังมีลูกค้าค้นหาเจอเว็บไซต์และติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ความแตกต่างตรงนี้คือเรื่องของการลงทุนที่เห็นผลลัพธ์ในระยะยาวนั่นเองครับ

การทำ SEO สำคัญอย่างไรกับธุรกิจในยุคนี้

1. เพิ่มโอกาสให้ลูกค้าเจอธุรกิจคุณแบบไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณา

การทำ SEO ช่วยสร้างสิ่งที่เรียกว่า Organic Traffic คือคนที่กดเข้ามาดูเว็บเราเองโดยที่ไม่ต้องเสียเงินค่าคลิกแม้แต่บาทเดียว ในมุมมองของนักการตลาด Traffic จาก SEO มักมีคุณภาพสูงกว่า Traffic จากโซเชียลมีเดีย เพราะคนเหล่านี้มีความต้องการเป็นตัวตั้งต้น เขาค้นหาเพราะเขามีปัญหาหรืออยากได้สินค้าจริงๆ เมื่อเขามาเจอเว็บไซต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการได้ โอกาสปิดการขายจึงสูงมากขึ้น

2. สร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ในระยะยาว

หากลูกค้าค้นหาบริการหนึ่ง แล้วเจอชื่อบริษัทคุณติดอยู่อันดับ 1-3 ในหน้าแรก Google ความรู้สึกแรกของลูกค้าคือ แบรนด์นี้ต้องน่าเชื่อถือ หรือ แบรนด์นี้ต้องเป็นผู้นำในตลาดนี้แน่ๆ ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือนี้เป็นสิ่งที่การยิงแอดสู้ไม่ได้ เพราะผู้บริโภคยุคใหม่แยกออกว่าอันไหนคือโฆษณา (Sponsored) อันไหนคือของจริง การติดหน้าแรกแบบธรรมชาติจึงเป็นการสร้าง Brand Awareness และ Trust ที่แข็งแกร่งที่สุดในระยะยาว

3. ช่วยลดต้นทุนการตลาดในระยะยาว

ถ้ามองในมุมต้นทุน การยิงโฆษณาเป็นวิธีที่ช่วยให้เห็นผลเร็ว แต่ต้องใช้งบประมาณต่อเนื่อง ยิ่งแข่งขันสูงค่าโฆษณาก็ยิ่งแพง และเมื่อหยุดจ่ายทราฟฟิกกับลูกค้าก็หยุดตามไปด้วย ในขณะที่การทำ SEO คือการลงทุนเพื่อสร้างผลลัพธ์ระยะยาว เมื่อเว็บไซต์เริ่มติดอันดับแล้ว จะสามารถดึงคนเข้าเว็บได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มตามจำนวนคลิกหรือจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ ดังนั้น ธุรกิจที่ทำ SEO มักมีต้นทุนต่อการได้ลูกค้า 1 คน (Customer Acquisition Cost: CAC) ต่ำกว่าการพึ่งโฆษณาเพียงอย่างเดียว และยังได้ทราฟฟิกที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยครับ

4. รองรับการค้นหาผ่าน AI Search

การทำ SEO ยุคนี้ไม่ใช่แค่ให้คนคลิกเข้าเว็บเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำให้ระบบ AI ของ Search Engine เช่น ChatGPT หรือ Gemini เข้ามาอ่าน ทำความเข้าใจ และดึงข้อมูลจากเว็บไซต์เราไปสรุปหรือใช้อ้างอิงเป็นคำตอบให้ผู้ใช้งานได้ด้วย

แนวโน้มพฤติกรรมผู้ใช้เริ่มเปลี่ยนไป หลายคนได้รับคำตอบทันทีจากหน้าแสดงผลหรือจาก AI โดยไม่จำเป็นต้องคลิกเข้าเว็บไซต์ แต่ถ้าเว็บของเรามีข้อมูลชัดเจน น่าเชื่อถือ และทำ SEO ไว้อย่างถูกต้อง ก็ยังมีโอกาสที่แบรนด์จะถูกนำไปอ้างอิงในคำตอบเหล่านั้นอยู่ดี ซึ่งช่วยให้ธุรกิจยังคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำคัญของกลุ่มเป้าหมาย แม้รูปแบบการค้นหาจะเปลี่ยนไปก็ตาม

การทำ SEO มีกี่รูปแบบ?

การทำ SEO มีกี่รูปแบบ

การทำ SEO แบ่งเป็น 3 ส่วนหลักๆ ที่ต้องทำควบคู่กัน ไม่สามารถเลือกทำเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งได้ เพราะหากขาดส่วนใดไป ประสิทธิภาพในการจัดอันดับเว็บไซต์จะลดลงอย่างชัดเจน โดยทั้ง 3 ส่วนมีหน้าที่แตกต่างกันแต่สนับสนุนกันโดยตรง ดังนี้

  1. On-Page SEO เป็นการปรับแต่งทุกอย่างที่เราควบคุมได้ภายในเว็บไซต์ เพื่อให้เนื้อหาชัดเจนและสื่อสารกับผู้ใช้งานและ Google ได้ตรงจุด ตั้งแต่การเขียนคอนเทนต์ให้ตรงกับคีย์เวิร์ด, การจัดโครงสร้างเนื้อหาด้วย Heading Tag, การใส่คำอธิบายรูปภาพ (Alt Text) ไปจนถึงการทำ Internal Link เชื่อมโยงหน้าต่างๆ ภายในเว็บไซต์
  2. Off-Page SEO เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้เว็บไซต์จากปัจจัยภายนอก เพื่อให้ Google มองว่าเว็บไซต์ของเราเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจริง ตัวอย่างที่สำคัญคือการทำ Backlink จากเว็บไซต์อื่นที่มีคุณภาพ รวมถึงการถูกพูดถึงบนแพลตฟอร์มต่างๆ ยิ่งมีแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือมากเท่าไหร่ ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์เราก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
  3. Technical SEO เป็นการดูแลโครงสร้างทางเทคนิคของเว็บไซต์ให้พร้อมสำหรับการจัดอันดับ เช่น ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ, การรองรับการแสดงผลบนมือถือ, การแก้ไขลิงก์เสีย (Broken Link) และการใช้ระบบความปลอดภัยอย่าง HTTPS เพื่อให้ Google เข้ามาเก็บข้อมูลและประมวลผลเว็บไซต์ได้อย่างราบรื่นที่สุด

สรุปคือ การทำ SEO ให้ได้ผล จำเป็นต้องพัฒนาเว็บไซต์ทั้งด้านเนื้อหา ความน่าเชื่อถือ และโครงสร้างทางเทคนิคไปพร้อมกัน เมื่อทั้งสามส่วนทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โอกาสที่เว็บของเราจะได้รับการจัดอันดับที่ดีและเติบโตได้อย่างยั่งยืนก็จะสูงขึ้นครับ

7 วิธีทำ SEO สำหรับมือใหม่ อยากทำ SEO ต้องเริ่มจากอะไรบ้าง

1. เข้าใจกลุ่มเป้าหมายและ Search Intent ให้ชัดก่อน

สิ่งแรกที่ทีม SEO Specialist ของแองก้าให้ความสำคัญเสมอคือ ต้องเข้าใจว่าใครคือกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจ และที่สำคัญกว่านั้นคือ ลูกค้ากำลังค้นหาด้วยปัญหาหรือความต้องการแบบไหน เพราะในความเป็นจริง คนส่วนใหญ่มักไม่ได้ค้นหาด้วยชื่อบริการของเราโดยตรง แต่ค้นหาด้วยปัญหาที่เขากำลังเจออยู่ ความเข้าใจเรื่อง Search Intent หรือเจตนาในการค้นหา จึงเป็นหัวใจสำคัญของการทำ SEO

ประเด็นที่ควรวิเคราะห์ให้ชัดก่อนเลยก็คือ

  • Identify Persona: ลูกค้าของเราคือใคร เช่น เจ้าของธุรกิจ SME, ผู้จัดการฝ่ายการตลาด, เจ้าของแบรนด์ออนไลน์
  • Problem Identification: เขากำลังเจอปัญหาอะไร เช่น เว็บไซต์ไม่มีคนเข้า, ยอดขายออนไลน์ตก, ทำไมเว็บไม่ติดหน้าแรก Google
  • Business Keywords: คำค้นหาที่สะท้อนว่าเขาเริ่มมองหาผู้ให้บริการแล้ว เช่น รับทำ SEO ราคาเท่าไหร่, บริษัทรับทำการตลาดออนไลน์ที่ไหนดี, ที่ปรึกษาทำ SEO

เมื่อเข้าใจ Search Intent อย่างถูกต้อง เราจะไม่เสียเวลาทำคอนเทนต์ที่คนไม่ค้นหา หรือมีคนอ่านแต่ไม่ใช่กลุ่มที่พร้อมใช้บริการ จุดเริ่มต้นของ SEO ที่ดีคือการตอบให้ได้ว่า ลูกค้าพิมพ์คำนี้ลงใน Google เพราะอยากแก้ปัญหาอะไร แล้วเราสร้างเนื้อหาเพื่อเป็นคำตอบที่ชัดเจนและตรงกับความต้องการนั้นให้มากที่สุด

2. ทำ Keyword Research

การทำ Keyword Research ไม่ใช่การเดาว่าคำไหนน่าจะดี แต่ต้องอ้างอิงจากข้อมูลจริงว่าแต่ละคำมีปริมาณการค้นหาเท่าไร และระดับการแข่งขันสูงแค่ไหน การเลือกคีย์เวิร์ดถูกตั้งแต่ต้น จะไม่ทำให้เสียเวลาไปกับคำที่แข่งยากเกินไปหรือไม่ก่อให้เกิดลูกค้า โดยประเด็นสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ

  • Keyword Definition: คำหรือประโยคที่ผู้ใช้งานพิมพ์ค้นหาใน Google เพื่อหาข้อมูล สินค้า หรือบริการ
  • Types of Keyword: มือใหม่ควรโฟกัสที่ Long-tail Keyword หรือคีย์เวิร์ดยาวและเฉพาะเจาะจง โดยเฉพาะในยุค AI Search ที่ผู้ใช้มักค้นหาเป็นประโยคมากขึ้น เช่น
    • เอเจนซี่รับทำ SEO สำหรับเว็บไซต์ใหม่
    • จ้างบริษัททำ SEO ราคาเท่าไหร่
    • บริษัทรับทำ SEO สายขาวที่ไหนดี
  • Keyword Tools เครื่องมือพื้นฐานที่มือใหม่ใช้ได้ เช่น Google Keyword Planner (ฟรี), Ubersuggest หรือดูคำแนะนำอัตโนมัติ (Auto Suggest) จากช่องค้นหาบน Google

สำหรับธุรกิจขนาดเล็กหรือเว็บไซต์ใหม่ ผมแนะนำให้เลี่ยงคำกว้างๆ ที่มีการแข่งขันสูง เช่น “SEO” หรือ “การตลาดออนไลน์” แล้วหันมาโฟกัสคีย์เวิร์ดเฉพาะทาง (Niche / Long-tail Keyword) ก่อน จะช่วยให้มีโอกาสติดหน้าแรกได้ง่าย และดึงดูดลูกค้าที่ตรงกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่าครับ

3. วางโครงสร้างเว็บไซต์ให้ Google เข้าใจ

โครงสร้างเว็บไซต์ (Site Structure) ที่ดี ต้องทำให้ทั้งผู้ใช้งานและ Googlebot เข้าใจได้ทันทีว่าเว็บไซต์ของเราเกี่ยวกับอะไร และหน้าไหนคือหน้าสำคัญ หากโครงสร้างหมวดหมู่สับสนหรือกระจัดกระจาย Google จะประเมินความสำคัญของแต่ละหน้าได้ยาก และอาจส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ได้

องค์ประกอบของโครงสร้างเว็บไซต์ที่เหมาะสม ได้แก่

  • Good Structure: เว็บไซต์ควรมีลำดับชั้นที่ชัดเจน เช่น หน้าแรก > หน้าบริการ/หมวดหมู่หลัก > หน้าบทความ > ช่องทางการติดต่อ
  • Clean URL: URL ควรสั้น อ่านเข้าใจง่าย เป็นภาษาอังกฤษ และมีคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง เช่น yourbrand.com/seo
  • Navigation: เมนูหลักควรชัดเจน และผู้ใช้งานควรเข้าถึงหน้าสำคัญได้ภายในไม่เกิน 2–3 คลิก

ตัวอย่าง การวางโครงสร้างเว็บไซต์ของ ANGA 

โดยเรียงจากหน้าแรกไปยังหน้าบริการต่างๆ ตามหมวดหมู่อย่างชัดเจน เพื่อให้ทั้งผู้ใช้งานและ Googlebot เข้าถึงเนื้อหาสำคัญได้ง่ายที่สุด ช่วยให้การเก็บข้อมูลไปจัดทำอันดับ (Indexing) มีประสิทธิภาพ และส่งผลดีต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ในระยะยาว

การวางโครงสร้างเว็บไซต์ Site Structure

4. เขียน Content ให้ตรง Keyword และตอบโจทย์คนอ่าน

Content คือองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของการทำ SEO แต่ผมขอเน้นว่า เราต้องเขียนเพื่อให้คนอ่านเข้าใจและได้รับประโยชน์จริงๆ ไม่ใช่เขียนเพื่อใส่คีย์เวิร์ดเอาใจอัลกอริทึมเพียงอย่างเดียว โดย Google จะประเมินคุณภาพเนื้อหาด้วยหลัก E-E-A-T (Experience, Expertise, Authoritativeness, Trustworthiness) ซึ่งเน้นความน่าเชื่อถือและความเชี่ยวชาญของผู้เขียนอย่างชัดเจน สิ่งที่ควรโฟกัสเลยก็คือ

  • เนื้อหาต้องให้ข้อมูลเชิงลึก ถูกต้อง และเป็นประโยชน์จริง มากพอที่จะตอบคำถามหรือแก้ปัญหาให้ผู้อ่านได้ดีกว่าเว็บไซต์อื่น
  • ควรใส่คีย์เวิร์ดในตำแหน่งสำคัญอย่างเหมาะสม เช่น H1 (หัวข้อหลักของคอนเทนต์), H2 (หัวข้อรอง), ย่อหน้าแรก และใน Meta Title กับ Meta Description เพื่อช่วยให้ Google เข้าใจหัวข้อของแต่ละหน้าเว็บ
  • จัดรูปแบบเนื้อหาให้อ่านง่าย มีการแบ่งย่อหน้า ใช้หัวข้อย่อยชัดเจน และมีสื่อประกอบอย่างรูปภาพหรือกราฟิกที่เกี่ยวข้อง

บทความ SEO ที่ได้ผลในปัจจุบันควรมีความเป็นต้นฉบับ นำเสนอจากประสบการณ์จริง มุมมองของผู้เชี่ยวชาญ หรือข้อมูลเชิงลึกที่หาอ่านไม่ได้ทั่วไป เมื่อผู้อ่านใช้เวลาอยู่บนหน้าเว็บนานและมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหา สิ่งเหล่านี้จะเป็นสัญญาณบวกที่ส่งผลดีต่อการจัดอันดับเว็บบน Google

5. ปรับเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายและรองรับมือถือ (Technical SEO เบื้องต้น)

เว็บไซต์ที่ออกแบบสวยแต่โหลดช้า หรือใช้งานบนมือถือได้ไม่ดี มักส่งผลเสียต่อการทำ SEO ได้เช่นกัน เพราะ Google ใช้แนวคิด Mobile-First Indexing โดยให้ความสำคัญกับเวอร์ชันมือถือเป็นหลักในการประเมินประสบการณ์ผู้ใช้งานบนเว็บไซต์ องค์ประกอบด้านเทคนิคที่ควรใส่ใจมีดังนี้

  • Site Speed: เว็บไซต์ควรโหลดเร็ว สามารถตรวจสอบและดูคำแนะนำในการปรับปรุงผ่านเครื่องมืออย่าง Google PageSpeed Insights
  • Responsive Design: หน้าเว็บต้องแสดงผลได้อย่างสมบูรณ์บนทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นมือถือ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง
  • UX (User Experience): การออกแบบควรคำนึงถึงความสะดวกในการใช้งาน เช่น ปุ่มกดต้องเห็นชัดและกดง่าย ขนาดตัวอักษรอ่านสบายตา และหลีกเลี่ยงป๊อปอัปที่รบกวนการอ่านเนื้อหา

ตัวอย่าง การเช็กเว็บไซต์ ANGA ผ่าน Google PageSpeed Insights

เช็กเว็บผ่าน Google PageSpeed Insights

ปัจจัยทางเทคนิคเป็นพื้นฐานสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม แม้เนื้อหาจะดีเพียงใด แต่หากหน้าเว็บโหลดช้าหรือใช้งานยาก ผู้ใช้งานมักออกจากเว็บอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสัญญาณลบด้านพฤติกรรมผู้ใช้ และอาจส่งผลต่ออันดับการค้นหาในระยะยาวได้ครับ

6. เชื่อมต่อเว็บไซต์กับ Google Tools ที่จำเป็น

การทำ SEO จำเป็นต้องมีเครื่องมือวัดผล เพื่อดูว่าสิ่งที่ทำไปผลลัพธ์เป็นอย่างไร และควรปรับปรุงจุดไหนต่อ ผมแนะนำให้เริ่มจากการติดตั้งเครื่องมือฟรีของ Google 2 ตัวนี้ ก่อนจะเริ่มหาเครื่องมือ SEO อื่นๆ เข้ามาช่วยทำเว็บไซต์

  • Google Search Console (GSC) เครื่องมือสำคัญใช้ดูว่าเว็บไซต์ของเราติดอันดับจากคำค้นหาอะไร มีจำนวนการแสดงผล (Total Impressions) และจำนวนคลิก (Total Clicks) เท่าไหร่ ตรวจสอบปัญหาสุขภาพเว็บไซต์ รวมถึงใช้ส่ง Sitemap เพื่อให้ Google เข้ามาเก็บข้อมูลเว็บไซต์ได้ครบถ้วน
  • Google Analytics 4 (GA4) ใช้วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้งาน เช่น ผู้เข้าชมมาจากช่องทางไหน ใช้เวลาอยู่ในหน้าใดนานที่สุด เส้นทางการใช้งานในเว็บไซต์ และมีการซื้อสินค้าหรือทำกิจกรรมสำคัญ (Conversion) อะไรหรือไม่

ทันทีที่มีเว็บไซต์ ควรติดตั้ง GSC และ GA4 เพื่อเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้การวางแผน SEO อ้างอิงจากพฤติกรรมผู้ใช้งานจริง ไม่ใช่ความรู้สึกหรือการคาดเดา ทำให้คุณตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้แม่นยำขึ้น ส่งผลให้การพัฒนาเว็บไซต์เติบโตได้อย่างมีทิศทางและวัดผลได้

7. สร้างความน่าเชื่อถือให้เว็บไซต์ (Off-Page SEO เบื้องต้น)

การทำ Off-Page SEO ด้วยการทำ Backlink เป็นการที่เว็บไซต์อื่นลิงก์มายังเว็บไซต์เรา ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ช่วยให้ Search Engine ประเมินความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ได้ สิ่งสำคัญคือ ต้องโฟกัสที่คุณภาพมากกว่าปริมาณ เพราะลิงก์จากเว็บไซต์ไม่มีคุณภาพ หรือการสแปมลิงก์ตามเว็บบอร์ดร้างๆ นอกจากจะไม่ช่วยเรื่องอันดับแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกลดความน่าเชื่อถือจาก Google ด้วย

แนวทางการสร้างความน่าเชื่อถือให้เว็บไซต์ที่ปลอดภัยคือ

  • แชร์บทความผ่านช่องทาง Social Media ของแบรนด์ เพื่อเพิ่มโอกาสให้คอนเทนต์ถูกมองเห็น
  • เขียนบทความลงเว็บไซต์พันธมิตร หรือเว็บที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเดียวกัน (Guest Post)
  • สร้างคอนเทนต์คุณภาพสูง มีประโยชน์ หรือมีข้อมูลเชิงลึกของแบรนด์เอง จนผู้อื่นอยากนำไปอ้างอิงหรือแชร์ต่อ

หลีกเลี่ยงการซื้อ Backlink ราคาถูกจำนวนมากจากแหล่งที่ไม่มีคุณภาพ เช่น แพ็กเกจหลายร้อยลิงก์ในราคาถูก เพราะลิงก์ลักษณะนี้อาจส่งผลเสียต่อเว็บไซต์ในระยะยาวได้ครับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

SEO กับ SEM แตกต่างกันอย่างไร?

SEO คือการทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับโดยไม่เสียเงินค่าคลิก แต่ใช้เวลาทำนานกว่าจะเห็นผล ส่วน SEM (หรือ Google Ads) คือการจ่ายเงินซื้อพื้นที่โฆษณา ติดหน้าแรกทันที แต่ต้องเสียเงินทุกครั้งที่มีคนคลิก หยุดจ่ายเงินอันดับก็หายครับ

ทำ SEO กี่เดือนเห็นผล?

โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 3-6 เดือนถึงจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของ Traffic และอันดับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของ Keyword, คุณภาพของเว็บไซต์เดิม และความขยันในการลงคอนเทนต์ครับ การทำ SEO สายขาวที่ปลอดภัยต่อเว็บไซต์ จะไม่ใช่ทำวันนี้แล้วเห็นผลภายในไม่กี่วัน

SEO ทำเองได้ไหม?

ทำเองได้ครับ โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้น เจ้าของธุรกิจสามารถเรียนรู้และทำขั้นตอนพื้นฐานอย่าง On-Page SEO และการเขียน Content เองได้ หากเว็บไม่ใหญ่มาก การทำเองช่วยประหยัดงบได้ก็จริง แต่ต้องแลกมาด้วยเวลาที่ต้องใช้ในการเรียนรู้ และอาจมีต้นทุนเพิ่มเข้ามาจากการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ซึ่งต้นทุนส่วนนี้เมื่อคำนวณแล้ว อาจทำให้การจ้างเอเจนซี่คุ้มค่ากว่ามากเลยครับ

การทำ SEO ยากไหม?

ไม่ยากเกินความพยายาม แต่ก็ไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อนโดยเฉพาะในยุคที่เว็บไซต์ต้องติดบน AI Search ด้วย หลักการพื้นฐานเข้าใจไม่ยาก แต่ความยากคือ ความสม่ำเสมอและการปรับตัวให้ทันอัลกอริทึมของ Google ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ต้องอาศัยความอดทน การเรียนรู้และทำอย่างต่อเนื่อง

จ้างทำ SEO ดีไหม?

ดีกว่าแน่นอนครับ หากคุณเลือกเอเจนซี่ที่มีความเชี่ยวชาญ และมี Success Case ยืนยันความสำเร็จในการทำ SEO ของทีม เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีงบประมาณ และต้องการโฟกัสกับการบริหาร การขาย การพัฒนาสินค้าและบริการ หรือไม่มีทีมที่จะเข้ามาโฟกัสการทำ SEO เองทุกขั้นตอน 

การมีผู้เชี่ยวชาญดูแลจะช่วยประหยัดเวลาลองผิดลองถูก และจัดการงานด้านเทคนิคที่ซับซ้อนได้มีประสิทธิภาพมากกว่า โดยทั่วไปเอเจนซี่ SEO จะมีทีมดูแลครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น

  • SEO Specialist ช่วยวิเคราะห์คู่แข่ง วางแผนคีย์เวิร์ดและทิศทางเว็บไซต์
  • Content Writer เขียนบทความที่ถูกหลัก SEO และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าของแต่ละธุรกิจ
  • Technical SEO ดูแลเรื่องความเร็วเว็บไซต์ และปัญหาทโางเทคนิคต่างๆ
  • Outreach / Off-Page Specialist วางแผนสร้าง Backlink อย่างปลอดภัย

ทุกทีมจะทำงานร่วมกันเพื่อให้การทำ SEO ดำเนินไปอย่างเป็นระบบ วัดผลได้ และลดความเสี่ยงจากการทำผิดวิธีที่อาจส่งผลเสียต่อเว็บไซต์ในระยะยาวได้ครับ

SEO คือกลยุทธ์ทำเว็บไซต์ที่ช่วยให้ลูกค้าเจอคุณก่อนคู่แข่ง

สำหรับใครที่เริ่มเข้าใจพื้นฐานของ SEO แล้ว ANGA ยังได้สรุปวิธีทำ SEO ติดหน้าแรก Google เอาไว้อย่างละเอียด บอกเลยว่าแค่ทำความเข้าใจสองบทความนี้ ก็จะเห็นภาพรวมและเริ่มลงมือทำ SEO ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยวางรากฐานที่ถูกต้องเพื่อต่อยอดสู่กลยุทธ์ที่สร้างผลลัพธ์จริงในระยะยาว อย่างไรก็ตาม SEO คือการลงทุนทำการตลาดออนไลน์รูปแบบหนึ่งที่ต้องใช้เวลา ความสม่ำเสมอ และการพัฒนากลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง หากธุรกิจไม่มีเวลาศึกษาและลงมือทำเอง การจ้างบริษัทรับทำ SEO ที่มีประสบการณ์ก็เป็นทางเลือกที่ช่วยประหยัดเวลา ลดความผิดพลาด และเพิ่มโอกาสเห็นผลลัพธ์ที่คุ้มค่าได้รวดเร็วยิ่งขึ้นครับ